วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

INTERNET เบื้องต้น

ประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต

}  พ.ศ. 2512   กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ได้ก่อตั้ง  ระบบเครือข่าย ARPANET ( Advance Research Project Agency Network)   สำหรับการสื่อสารของทหาร และได้เชื่อมต่อกับ มหาวิทยาลัย 4 แห่ง
}  พ.ศ. 2528  มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (The National Science Foundation ) ของสหรัฐ ได้วางระบบเครือข่ายขึ้นมาอีกระบบหนึ่ง เรียกว่า NSFNet ซึ่งประกอบด้วยซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ 5 เครื่องใน 5 รัฐ เชื่อมต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา และค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ และมีการใช้มาตรฐาน TCP/IP เป็นมาตรฐานหลักในการรับส่งข้อมูล
}  พ.ศ. 2530 เครือข่าย ARPANET ได้รวมกับ NSFNET และลดบทบาทตัวเองลงมา เปลี่ยนไปใช้บทบาทของ NSFNet แทน และเลิกระบบ ARPANET ในปีพ.ศ. 2534
}  พ.ศ. 2534  World Wide Web (WWW) ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยสถาบันวิจัยยุโรป มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศ
}   4 – 5 ปี ต่อมา มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตถึง 30 ล้านคน  บริษัทต่าง ๆ เห็นโอกาสทางธุรกิจจึงได้สร้างเว็บไซต์ของตนขึ้นเพื่อเสนอข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทของตน และ มีบริการจากอินเทอร์เน็ตมากมาย ที่ได้รับความนิยม
ในปัจจุบัน
ประวัติ Internet ในประเทศไทย
}  พ.ศ. 2529 อาจารย์กาญจนา กาญจนสุต จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (AIT) ร่วมกับอาจารย์โทโมโนริ คิมูระ  ร่วมสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์  ทำการรับส่งอีเมล์กับมหาวิทยาลัยโตเกียว และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น
}  พ.ศ. 2530 มีการเชื่อมต่อจากมหาวิทยาลัย ในประเทศไทยไปยังมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลีย โดยใช้สายโทรศัพท์
}  พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)  ได้เชื่อมต่อเครือข่ายไทยสารเข้ากับมหาวิทยาลัยและองค์กรในประเทศ 6 แห่ง
}  พ.ศ. 2538 กำเนิด บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์รายแรกของไทย
สถิติผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย
Internet
}  อินเทอร์เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกัน มาจากคำว่า Inter Connection Network
}  อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีขนาดใหญ่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทั่วโลก สามารถติดต่อสื่อสารถึงกัน ได้โดยใช้มาตรฐาน ในการรับส่งข้อมูลที่เป็นหนึ่งเดียว หรือที่เรียกว่าโปรโตคอล (Protocol) ซึ่งโปรโตคอล ที่ใช้บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีชื่อว่า ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP : Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
อินเทอร์เน็ตทำงานอย่างไร
}  เป็นการเชื่อมต่อในรูปแบบที่เรียกว่า Client-Server
}  Client คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นฝ่ายขอรับบริการ  เช่นขอเรียกดู Web Page  ขอแฟ้มข้อมูล ต่าง ๆ
}  Server คือเครื่องผู้ให้บริการตามที่ client ร้องขอมา เช่น Web Server เป็นเครื่องที่ให้บริการ Web    ,   Mail server สำหรับให้บริการ  E - mail
World Wide Web
}  World Wide Web : WWW  เป็นบริการหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต  โดยประกอบด้วยเอกสารที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารไว้จำนวนมากที่เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ทั่วโลก 
}  โดยข้อมูลบน WWW อาจอยู่ในรูปแบบของ ข้อความ  ภาพ เสียง หรือ มัลติมีเดีย
}  เรียกสั้น ๆ ว่า web
}  ใช้มาตรฐานการสื่อสาร เอชทีทีพี (HTTP protocol )
}  โดยจะแสดงผลผ่าน Web browser
}  Web page คือ เอกสารบนเว็บที่สามารถแสดงข้อมูลหรือสารสนเทศที่เป็นข้อความ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว โดยเก็บอยู่ในรูปของ ไฟล์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถเข้าชม Web page แต่ละหน้า โดยใช้ Web Browser เรียก URL (Uniform Resource Locator) ของหน้าเว็บนั้น
}  เช่น URL
            HTTP://WWW.npru.ac.th/science/index.html
URL (Uniform Resource Locator)
}  URL เป็นการระบุตำแหน่งของแฟ้มข้อมูลใน Internet
}  ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก มีรูปแบบการเขียนดังนี้ 
                                  Service://node/path
}  Service หมายถึง ชนิดหรือวิธีการที่จะใช้ในการนำแฟ้มนั้นมา
}  Node เป็นชื่อของเครื่อง (domain name) ซึ่งมีแฟ้มข้อมูลที่ต้องการเก็บอยู่
}  Path เป็นส่วนของชื่อและตำแหน่งของแฟ้มในเครื่องนั้น
}  HTTP://WWW.npru.ac.th/science/index.html
มาตรฐานการสื่อสาร TCP/IP
}  TCP/IP : Transmission Control Protocol / Internet Protocol  เป็นมาตรฐานในการสื่อสาร ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อให้สามารถใช้สื่อสารจากต้นทางข้ามเครือข่ายไปยังปลายทางได้ และสามารถหาเส้นทางที่จะส่งข้อมูลไปได้เองโดยอัตโนมัติ แบ่งได้ 2 ส่วนคือ  TCP  และ  IP
}  TCP  เป็นการเชื่อมต่อในระดับโปรแกรมประยุกต์ โดยการส่งการร้องขอการเชื่อมต่อ และเป็นการเชื่อมต่อแบบสองทาง (full-duplex communication)
}  IP เป็นการสื่อสารโดยไม่มีการเชื่อมต่อค้างไว้  โดยเป็นการส่งข้อความที่อยู่ในลักษณะของ Packet  ไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น  ๆ ที่เป็นจุดหมายปลายทาง
การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ต
}  World Wide Web(WWW)
      บริการเข้าถึงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
}  Electronic Mail(E-Mail)
      บริการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ สามารถส่ง ข้อความ รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว ไปพร้อมกับจดหมายได้
}  Chat
      บริการสนทนาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพูดคุยโต้ตอบกันได้โดยทันที
}  File Transfer Protocol (FTP)
      บริการขนถ่ายแฟ้มข้อมูล ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
การเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
}  เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อกันทั่วโลกผ่าน สายสัญญาณโทรศัพท์ ใยแก้วนำแสง (fiber optic) สัญญาณดาวเทียม สัญญาณไมโครเวฟ
ISP ( Internet Service Provider) คือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายเชื่อมโยงกัน โดยมีทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เช่น Loxinfo , A-Net , Uninet , True
ลักษณะการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
}  การเชื่อมต่อแบบบุคคล
}  ใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้าน  หรือที่ทำงาน เชื่อมต่อผ่านสารโทรศัพท์ หรือ แบบไร้สาย โดยใช้ Modem โดยเชื่อมต่อกับ ISP  ซึ่งจ่ายค่าบริการเป็นชั่วโมง หรือ รายเดือน
}  การเชื่อมต่อแบบองค์กร
}  องค์กรที่มีเครือข่ายภายในอยู่แล้ว สามารถเชื่อมต่อกับ ISP โดยอาศัยอุปกรณ์เราเตอร์ (router)  โดยสามารถเลือกการเชื่อมต่อสัญญาณได้หลายรูปแบบ เช่น สายวงจรเช่า (leased line)   , ระบบวงจรไอเอสดีเอ็น (ISDN) ,ระบบดาวเทียม ระบบไมโครเวฟ
การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง
Hi-speed Internet
}  ADSL (Asymmetic Digital Subsciber Line) เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงโดยสามารถสื่อสารโดยใช้ สายโทรศัพท์ โดยใช้  ADSL Modem 
}  ข้อดีคือสามารถใช้งานโทรศัพท์พร้อมกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้
}  ความเร็ว  2048/512  Kbps หมายถึง
}  ความเร็วในการ Download 2048 Kbps
}  ความเร็วในการ Upload 512 Kbps
ตัวอย่าง Package ของ TT&T


IP Address
}  เป็นหมายเลขประจำตัวของเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย   ประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุดที่คั่นกันด้วยเครื่องหมายจุด(.) เช่น 172.16.254.1
ตัวเลขในแต่ละชุดจะมีขนาด 8 บิต แต่ละชุดจึงมีค่าตัวเลขได้ตั้งแต่ 0 ถึง 255
Domain Name
}  Domain Name คือชื่อที่ใช้ในการอ้างอิงเพื่อไปยัง Website ต่างๆ ที่อยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตชื่อที่ใช้ต้องเป็นชื่อที่ไม่มีใครในโลกใช้เพราะถ้ามีคนใช้ชื่อใดแล้วเราจะไปจดชื่อซ้ำไม่ได้
}  เนื่องจาก IP Address อยู่ในรูปของตัวเลขซึ่งยากแก่การจดจำดังนั้นจึงเป็นการสะดวกกว่าที่จะใช้ชื่อหรือกลุ่มของตัวอักษร ซึ่งก็คือ Domain Name ในการอ้างอิงแทน โดยจะอาศัย DNS Server มาช่วยจับคู่ IP Address และ Domain name เข้าด้วยกัน ดังนั้นเมื่อมีผู้ต้องการที่จะเรียกดู Website ของท่าน ไม่ว่าจะทราบ IP Address หรือ Domain name เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ผิดพลาด
รหัสที่ใช้แทนใน Domain Name
}  . Top Level Domain Name  (ต่างประเทศ)
      .COM ใช้ทำเว็บไซต์ของบริษัท ห้างร้านโดยทั่วไป รวมทั้งเว็บไซต์ส่วนตัว และมีบางครั้งนำไปใช้ทำเว็บไซต์ (web site) ประเภทอื่นๆ ด้วย
      .NET ใช้ทำเว็บไซต์เกี่ยวกับระบบเน็ตเวิร์ค (network) ของคอมพิวเตอร์ หรือเว็บไซต์บริการอินเทอร์เน็ต แต่บางครั้งก็นำไปใช้ด้านอื่นด้วย
      .ORG ใช้ทำเว็บไซต์ของส่วนราชการ บางครั้งก็มีการจดทะเบียนนำไปใช้กับเว็บไซต์ประเภทอื่นด้วย
}  2. Local Domain Name (ภายในประเทศต่าง ๆ )


Browser
}  Browser คือ ซอฟท์แวร์ที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตใช้เพื่อเรียกดูข้อมูลบน WWW หรือ เป็นโปรแกรมสำหรับแสดงเว็บเพจนั่นเอง  โดยหน้าเว็บเพจจะถูกเขียนด้วยภาษา HTML และถูกแปลความหมายด้วย Browser


องค์ประกอบของการพัฒนาเว็บไซต์
}  Hardware
      เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่ทำหน้าที่ให้บริการ (Server) เครื่องเรียกใช้บริการ(Client) เราเตอร์  โมเด็ม 
}  Software
      HTML editor
      Server-side script  เช่น PHP , ASP
      Client-side script  เช่น JavaScript , AJAX
      Web server application เช่น  Apache , IIS , PWS
      ซอฟท์แวร์มัลติมีเดีย
}  ระบบการจัดการฐานข้อมูล (Database Management System)
      MySQL
      MS Access
      Oracle

การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์

การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->การสื่อสารข้อมูล เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารจากต้นทางไปยังปลายทางโดยผ่านช่องทางการสื่อสารทั้งสื่อแบบที่ต้องใช้สายและไม่ใช้สายนอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับชนิดของสัญญาณ ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล วิธีการสื่อสารข้อมูล ทิศทางการสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์แปลงสัญญาณ วิธีการแปลงสัญญาณ
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป เพื่อติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยทั่วไปจะประกอบด้วย ระบบคอมพิวเตอร์ ช่องทางการสื่อสารข้อมูล  และอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ นอกจากนั้นยังมีแบบจำลองไอเอสโอ ซึ่งเป็นระบบเปิดเพื่อเป็นแนวทางมาตรฐาน เพื่อให้ระบบเค 
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูล
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ก่อนที่จะมีการใช้คอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสารเพื่อส่งข้อมูลและข่าวสารจะผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น ไปรษณีย์ โทรศัพท์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ วารสาร เป็นต้น สื่อเหล่านี้เป็นสื่อหลักในการติดต่อสื่อสารเป็นเวลานาน
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ยุคแรกการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งาน การทำงานทุกอย่างจะเป็นแบบรวมศูนย์ นั่นคือจะมีคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องหลักทำงานที่ศูนย์กลาง งานต่างๆจะต้องส่งมาประมวลผลที่ศูนย์กลาง
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ยุคต่อมา พัฒนาเป็นระบบการประมวลผลทางไกล ซึ่งจะประกอบด้วยเทอร์มินัลที่จะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลาง ระบบนี้ถึงแม้ว่าจะมีการกระจายการใช้งานของผู้ใช้ที่อยู่ห่างไกล แต่ระบบการทำงานก็ยังรวมศูนย์อยู่ที่คอมพิวเตอร์กลางขององค์การอยู่นั่นเอง
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->เมื่อมีการนำไมโครคอมพิวเตอร์มาใช้งาน ทำให้เกิดการทำงานแบบกระจายศูนย์อย่างชัดเจนและแพร่หลายมากขึ้น ในขณะเดียวกันหากมีงานที่ซับซ้อนและไม่สามารถทำงานได้โดยไมโครคอมพิวเตอร์ก็สามารถที่จะประมวลผลภายใต้คอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลางได้ ซึ่งจะเห็นว่าการทำงานดังกล่าวเป็นรูปแบบการประมวลผลแบบกระจาย
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ในช่วงแรก จะทำงานเป็นเอกเทศโดยเป็นรูปแบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ นั่นคือ ไม่มีการเชื่อมโยงถึงกัน จนกระทั่งเกิดระบบแลน การทำงานใดๆจะทำโดยเจ้าของงานซึ่งเป็นต้นทางของข้อมูลเพื่อการประมวลผล แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงกับผู้ใช้ในจุดต่างๆที่อยู่ห่างไกลกันได้ ทำให้การสื่อสารข้อมูลในสำนักงานมีความสะดวกและเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารข้อมูลในสำนักงานปัจจุบันนี้
รือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างระบบกันทำงานร่วมกันได้

ความหมายของการสื่อสารโทรคมนาคมและการสื่อสารข้อมูล
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->การสื่อสารโทรคมนาคม (Telecommunication) หมายถึง การส่งผ่านสัญญาณ หรือพลังงาน ซึ่งอาจจะเป็นข่าวสารหรือข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ระหว่างผู้ส่งและผู้รับที่อยู่ห่างไกลกัน ในการส่งผ่านสัญญาณจะอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูล ซึ่งจะเป็นแบบใช้สายโดยใช้ลวดตัวนำฉนวน หรือแบบไม่ใช้สายโดยส่งสัญญาณผ่านชั้นบรรยากาศ เช่น การสื่อสารโดยการใช้โทรศัพท์ (tele+phone = การพูดระยะไกล) การแพร่ภาพโทรทัศน์ (tele + vision  = การดูระยะไกล) โทรเลข (tele + graph = การเขียนทางไกล) เป็นต้น
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->การสื่อสารข้อมูล (Data communication) หมายถึง การส่งข้อมูลหรือข่าวสาร จากผู้ส่งต้นทางไปยังผู้รับปลายทางที่อยู่ห่างไกล โดยผ่านช่องทางการสื่อสารเพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นแบบใช้สาย หรือไม่ใช้สายก็ได้ ส่วนข้อมูลหรือข่าวสารนั้นอาจจะเป็นข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลที่เป็นมัลติมีเดียก็ได้ ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารโทรคมนาคม โดยเน้นการส่งผ่านข้อมูล โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเป็นหลัก
ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการเลือกตัวกลาง
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->อัตราเร็วในการส่งผ่านข้อมูล (Transmission Rate)
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ระยะทาง ระหว่างอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ค่าใช้จ่ายประจำ และค่าบำรุงรักษา
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ความสะดวกในการติดตั้ง บางพื้นที่อาจเหมาะกับการเดินสาย หรือบางพื้นที่อาจจะเหมาะกับสื่อแบบไร้สาย
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->วิธีที่ใช้ในการสื่อสาร เช่นการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม หรือแบบขนาน ทิศทางที่ใช้ส่งข้อมูลเป็นแบบทางเดียว กึ่งสองทาง หรือแบบสองทาง เป็นต้น
ชนิดของสัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal)
          สัญญาณอนาล็อก คือ สัญญาณที่อยู่ในรูปแบบของคลื่น (Waveform) ที่มีความต่อเนื่องกัน (Continuous) มีการเปลี่ยนแปลงระดับของสัญญาณขึ้น ลงตามขนาดของสัญญาณ (Amplitude) และมีความถี่ (Frequency) ที่เรียกว่า Hertz (Hz) ตัวอย่างของสัญญาณอนาล็อก เช่น เสียงพูด (Voice) กระแสไฟฟ้าสลับ เป็นต้น
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->สัญญาณดิจิตอล (digital Signal)
            สัญญาณดิจิตอล หรือเรียกว่า สัญญาณพัลซ์ (Pulse Signal)” สัญญาณที่มีระบบของสัญญาณเพียง 2 ระดับ คือ สูงและต่ำ การเปลี่ยนระดับสัญญาณจะไม่มีความต่อเนื่องกัน (Discrete) โดยปกติแล้วระดับสูงจะแทนด้วยตัวเลข 1 และระดับต่ำจะแทนด้วย 0
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ระบบเครือข่าย (Network) คือ กลุ่มของเทคโนโลยี (ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ตัวกลาง และอื่นๆ) ที่สามารถเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถติดต่อสื่อสารกัน และเปลี่ยนสารสนเทศระหว่างกัน และใช้แหล่งข้อมูลร่วมกันแบบเรียลไทม์ (real time)
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ในปัจจุบันองค์กรบางองค์กรใช้ระบบรวมศูนย์กลาง คือ ใช้เครื่องเมนเฟรมและเครื่องเทอร์มินัล แต่ในขณะเดียวกันระบบธุรกิจและโรงเรียนจำนวนมากได้เปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์กลางเป็นระบบเครือข่ายแบบใช้เครื่องพีซี เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่าการใช้เครื่องเมนเฟรมร่วมกับเครื่องเทอร์มินัล
ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->เครือข่ายแลนเป็นเครือข่ายสำคัญที่ปรับเปลี่ยนการทำงานภายในสำนักงานให้เป็นระบบสำนักงานอัตโนมัติ โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารข้อมูลมาช่วยอำนวยความสะดวก ในการทำงานในสำนักงานด้านต่างๆ ได้แก่
            - การติดต่อสื่อสารภายในสำนักงาน เช่น การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างพนักงาน การนัดหมาย เป็นต้น
            - การใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน เช่น การใช้แฟ้มข้อมูล หรือ ฐานข้อมูลกลางระหว่างหน่วยงาน การใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน เป็นต้น
            - การทำงานร่วมกัน เช่น การทำงานกลุ่ม เพื่อส่งเอกสารระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การประชุมทางไกล เป็นต้น
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ชนิดของเครือข่ายแลน (แบ่งตามการจัดการทรัพยากรของเครือข่ายคอมพิวเตอร์)
<!--[if !supportLists]-->¨ <!--[endif]--> แบบลูกข่าย/แม่ข่าย (Client/Server)
          มีแม่ข่าย (Server) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่มักจะใช้ควบคุมการทำงานในเครือข่ายเป็นผู้ให้บริการแก่คอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Client) ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายแลน
                   - แบบแม่ข่ายกำหนดหน้าที่เฉพาะ (Delicate Server)
                   - แบบแม่ข่ายไม่กำหนดหน้าที่เฉพาะ (Non delicate server)
<!--[if !supportLists]-->¨ <!--[endif]--> แบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-Peer)
คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในเครือข่ายมีสถานะเท่าเทียมกันหมด คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเป็นผู้ให้บริการและผู้รับบริการในขณะใดขณะหนึ่ง
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->เครือข่ายระยะไกลหรือเครือข่ายแวน
            แวน คือ ระบบเครือข่ายแลนสองระบบเครือข่ายหรือมากกว่าเชื่อมต่อกัน โดยส่วนมากจะครอบคลุมพื้นที่กว้าง ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งมีสำนักงานขนาดใหญ่ และฝ่ายการผลิตตั้งอยู่ที่เมืองหนึ่ง ฝ่ายการตลาดตั้งอยู่อีกเมืองหนึ่ง แต่ละแผนกต้องมีการใช้ทรัพยากร ข้อมูล และโปรแกรม นอกจากนี้แต่ละแผนกต้องการใช้ข้อมูลร่วมกับแผนกอื่นด้วย จึงต้องมีการระบบแวน
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->โปรโตคอล คือ ระเบียบวิธีการ กฎ และข้อกำหนดต่าง ๆ ใน
            การติดต่อสื่อสารรวมถึงมาตรฐานที่ใช้เพื่อให้สามารถส่งผ่านข้อมูล
            ไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
            โปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันใช้ระบบปฏิบัติการที่ต่างกันและอยู่บนเครือข่ายที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันผ่านทางเครือข่ายได้โดย TCP/IP จะประกอบไปด้วยโปรโคตอล 2 ตัว TCP (Transmission Control Protocol) และ IP (Internet Protocol)
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->SMTP (Simple Mail Transport Protocol)
          โปรโตคอลที่ใช้ในการส่ง E-mail ไปยัง Mailbox ที่จุดหมายปลายทาง
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->POP3 (Post Office Protocol – 3)
          โปรโตคอลที่ใช้ในการดึง E-mail จาก Maibox ของผู้ให้บริการมาเก็บไว้ที่เครื่องตนเองเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการับ E-Mail
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ
<!--[if !supportLists]-->n <!--[endif]-->ตัวอย่างบริการบนอินเตอร์เน็ต (Internet)
 E-mail
 Telnet
 <!--[endif]--> Gopher, Archie
 <!--[endif]--> Instant Messaging, Chat Room
 <!--[endif]--> Internet Telephony
 <!--[endif]--> Newsgroup
 <!--[endif]--> USENET

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Google Chrome

สาเหตุที่เลือก Google Chrome
เพราะเป็นเว็บเบราว์เซอร์ใหม่สำหรับ Windows ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยทาง Google เอง และเป็นเบราว์เซอร์ที่รวมการออกแบบที่เรียบง่ายเข้ากับเทคโนโลยีที่ซับซ้อน เพื่อทำให้เว็บรวดเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และใช้งานง่ายขึ้น
ขั้นตอนการใช้งาน
1.ติดตั้ง Google Chrome เวอร์ชั่นของ  dev channel คลิกเพื่อติดตั้ง ตอนนี้เป็น v.6.0.453.1 (ไม่แน่ใจว่าเวอร์ชั่น stable กับ beta ใช้ได้หรือเปล่า?)
2.เพิ่มโค้ด enable app ให้ Google Chrome โดยไปที่ shortcut ที่เปิดโปรแกรม คลิกขวาเปิด Properties ของ Shortcut ตรงช่อง Target เพิ่มโค้ด –enable-apps ต่อท้ายลงไป ตัวอย่างเช่น <path ที่อยู่ของโปรแกรม>\Chrome.exe –enable-apps

ถ้าต้องการให้ New Tab เปิดเป็น panel ขึ้นมา ให้ใส่โค้ด –apps-panel เข้าไปด้วย หน้าตาโค้ดจะเป็นแบบนี้  <path ที่อยู่ของโปรแกรม>\Chrome.exe –enable-apps –apps-panel เมื่อคลิกเปิด New Tab จะมี list web app ขึ้นมา เหมือน ปุ่ม Star ของ Windows หน้าตาจะเป็นแบบนี้
ถ้าไม่เปิดการทำงานของ panel มันจะไปแสดง list web apps ที่ New Tab ปกติ
3. เมื่อ enable apps แล้วตอนนี้เราก็สามารถติดตั้ง web apps ได้แล้ว
ข้อดีของ Chrome
1. Render ได้ถูกต้อง (เพราะใช้ Webkit engine ตัวเดียวกับ Safari )
2. ความเร็วสูงมาก เพราะใช้ Javascript engine ตัวใหม่
3. หน้าตาดูดีสวยงามมาก Usability โดยรวมใช้ได้
4. มีตัว Inspect Element (คล้าย Firebug) มาในตัว ทำให้ทำเว็บง่ายขึ้น
5. มี Interface ภาษาไทยด้วย ทำให้ใช้งานง่ายเหมาะกับคนไม่เก่งภาษาอังกฤษ
6. หน้า History ดูสวยงามดี
7. หน้า Home มีการสรุปเว็บที่เข้ามากที่สุด 9 อันดับ ทำให้สามารถเข้าเว็บเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
8. มี URL Bar อันเดียว ใช้ทั้ง search และ browse
9. มี Stealth Mode (Incognito) เพื่อการ browse เว็บอย่างเป็นส่วนตัว
10. Animation ของ Browser เวลาเปลี่ยน Tab ลากไปมา ลื่นดี
11. สามารถสร้าง Web เป็น shortcut บน Desktop ได้ทันที เช่น ถ้าเข้า Twitter บ่อยๆ ก็สร้างเป็น Shortcut ได้เลย
12. ไม่กิน Memory เยอะเหมือน Firefox เพราะว่าแยกแต่ละ Tab เป็น process แต่ละอัน เห็นว่าเว็บไหนกิน RAM เยอะ เช่น Hi5 ก็ปิดได้
13. มี Popup blocker มาในตัวด้วย
14. Google Chrome มาพร้อมด้วยระบบ Tab ที่จะช่วยให้เปิดเว็บได้หลายๆเว็บไซต์ในหน้าต่างเดียวกัน แต่ที่พิเศษกว่าบราวเซอร์อื่นๆ คือในแต่ละ Tab จะมีช่องสำหรับพิมพ์ URL ของตัวเอง ซึ่งช่องนี้จะเรียกว่า Omnibox ที่มีชื่อเรียกเป็นพิเศษเพราะด้วยความสามารถพิเศษของช่องนี้ ที่จะขึ้นรายการแนะนำที่ตรงกับความต้องการใช้งานจริงๆ เพียงแค่พิมพ์ข้อความสั้นๆบนช่อง Google Chrome ก็จะแสดงรายการแนะนำที่ถูกเลือกจาก history, bookmark หรือคำค้นยอดฮิตจาก google ขึ้นมาให้เลือกทันที
15. การทำงานของปลั๊กอินที่แยกกันทำงานได้ดีทำให้ไม่กิน Ram เหมือน IE7, IE8 เหมือน Browserตัวอื่นๆ
16. กูเกิลจับทางคนใช้ค่อนข้างถูกในเรื่องของหน้าดาวน์โหลดที่ใส่ไปเป็น status bar ด้านล่างแทน ถ้าอยากได้หน้าเต็มแบบ Firefox ก็กดเรียกเอาเองได้
17. หน้าประวัติการเข้าเว็บเป็น HTML ปรกติ ค้นหาและลบออกง่าย อีกส่วนคือการเข้าเว็บแบบไม่เปิดเผยข้อมูลเช่นไม่รับ Cookie และไม่เก็บประวัติการใช้งาน ฟีเจอร์แบบเดียวกันนี้มีใน IE8 เหมือนกัน
18. Google Chrome หน้าเว็บไซต์แรกนี้จะเป็นหน้าพิเศษที่ดึงเอาข้อมูลการเปิดเว็บที่เราเคยเปิด หรือเปิดเป็นประจำ และคำค้นที่เราใช้บ่อยๆ เปิดขึ้นมาให้เลือกในหน้าแรกทันที โดยที่การแสดงผล เว็บไซต์หน้าแรกดังกล่าว สามารถแสดงได้รวดเร็วไม่ต่างจากการเปิดเป็นหน้าว่างๆ(Blank page) ในเว็บบราวเซอร์ตัวอื่นๆ
ข้อเสีย
1. ภาษาไทยยังไม่สมบูรณ์เช่น เวลาพิมพ์คำที่มีสระบน สระหน้า แล้วลบ เช่น กำลัง, ไป, ขึ้นรถ เป็นต้น เวลาลบจะหายไปทั้งหมด
2. ยังไม่มีตัวอ่าน Feed ในตัว เวลาคลิกไป Atom หรือ Feed จะเกิดโค้ดอันเลวร้ายออกมา
3. ไม่สามารถคลิกขวา Refresh ได้ ประหลาดมาก ต้องไปกดปุ่ม Refresh ข้างบน หรือไม่ก็ F5
4. ซูมทั้งหน้าไม่ได้ ได้แต่ Text
5. ยังไม่มี Plugin หรือ Theme ให้โหลด
6. ไม่ Support 100% กับ Wysiwyg Editor ในท้องตลาดบางตัว
7. สังเกตว่า หาก Tab ไหนทำ Flash ค้าง แล้วจะทำให้ Flash ในทุก Tab ค้างไปด้วย
8. เปิดใช้ java applet ไม่ได้ดีเท่าที่ควร
9. มีปัญหาเรื่อง sign in เข้าเว็บแล้วไม่ค่อยผ่านได้ดีเท่าที่ควร
10. จุดที่ Webkit ยังแพ้ Firefox 3 อย่างเห็นได้ชัดคงเป็นเรื่องการขยายเว็บที่ขยายแต่ตัวอักษรครับ
จุดเด่น
1.Google Chrome มีความเป็นเว็บบราวเซอร์ที่เร็วและดีที่สุดในโลก
2.Instant Pages (มีในรุ่นทดสอบเบต้าก่อนหน้านี้แล้วดู google chrome instant pages )เมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมือค้นหา Google.com  หลักการทำงานของมันคือจะโหลดผลการค้นหาอันดับแรกเอาไว้ สำหรับแต่ล่ะคีเวิร์ดที่เราค้นหา ซึ่งกูเกิลบอกว่า  ช่วยประหยัดเวลาได้ 2-5 วินาทีเลยทีเดียว ซึ่งใน Google Chrome 13 กูเกิลตั้งค่า Instant Pages ไว้เป็นค่าปริยาย (Default) 

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การสร้างรูปภาพให้กระพริบ ด้วย Photoshop


 1. เปิดโปรแกรม เปิดเลเยอร์ใหม่ขึ้นมา พิมพ์ข้อความลงไป เปลี่ยนสี่ ฟอนต์ตามใจชอบ

2. ทำการ copy เลเยอร์โดยวิธีในรูป ทีนี้เราก็จะมีถึง 2 เลเยอร์
3. ต่อไปคลิกที่เลเยอร์บน เปลี่ยนสี่มันซะ เป็นสีอะไรก็ได้
    แต่ขนาดต้องเท่าเดิมจ้า เสร็จแล้วคลิกย้ายไปที่โปรแกรม Image Ready
4. ดูที่ Animation คลิกที่รูปเบอร์ 1 ค้างไว้แป๊บหนึ่ง มันจะขึ้นตั้งเวลา ให้เลือกประมาณ 0.1 วินาท(แล้วแต่เราจะเลือก) กดที่รุปกระดาษพับเพื่อทำการ copy เลเยอร์
 ต่อไปคลิกที่เบอร์ 1 อีกครั้ง แล้วหันไปดูทางขวา
    เอารูปตาของเลเยอร์อันบนออก ให้อันล่างมี ตา

5. ทำสลับกันแบบครังที่แล้ว คือคลิกที่รูปเบอร์ 2 แต่ให้เอาตาของเลเยอร์ล่างออก
    ให้เลเยอร์สุดท้ายกดปุ่ม Play แล้วเซฟที่ Save Optimeized As…